วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ความเป็นมา

ความเป็นมา

          จังหวัดสุรินทร์ได้รับการสันนิษฐานจากนักประวัติศาสตร์ว่า พื้นที่อันเป็นที่ตั้งเมืองสุรินทร์มีชุมชนอาศัยอยู่เมื่อประมาณ 2,000 ปีล่วงมาแล้ว พบหลักฐานการอยู่ของมนุษย์ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์  ยุคโลหะตอนปลาย ซึ่งมีการใช้เครื่องมือเหล็กแล้ว ซึ่งยังปรากฏให้เห็นชุมชนโบราณกว่า 59 แห่ง จากสภาพภูมิศาสตร์ที่มีอาณาเขตต่อเนื่องกับพื้นที่ที่เคยเป็นอาณาจักรขอมโบราณ ทำให้ชุมชนในจังหวัดสุรินทร์ได้รับวัฒนธรรมขอมมาโดยตลอดตั้งแต่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมา เมื่อขอมเสื่อมอำนาจลง ไม่ปรากฏหลักฐานเด่นชัดที่แสดงถึงการอยู่อาศัยของชุมชนในสมัยต่อมา จนกระทั่งในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย พ.ศ. 2260 จึงปรากฏร่องรอยขึ้นอีกครั้งหนึ่งในพงศาวดารอีสาน ชาวพื้นเมืองกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า ส่วยหรือกูย ซึ่งอาศัยอยู่แถบเมืองอัตปือแสนแป แคว้นจำปาศักดิ์ ซึ่งขณะนั้นเป็นดินแดนของไทย และเป็นผู้ที่มีความสามารถในการจับช้างป่ามาเลี้ยงไว้ใช้งาน พากันอพยพข้ามลำน้ำโขงมาสู่ฝั่งขวา โดยได้แยกย้ายกันไปตั้งชุมชนที่เมืองลีง (อ.จอมพระ) บ้านโคกลำดวน (อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ) บ้านอัจจะปะนึ่ง (อ.สังขะ) และบ้านกุดปะไท (อ.ศีขรภูมิ) ในปี พ.ศ. 2303 หัวหน้าชาวกูยที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ได้ช่วยขุนนาง   จากราชสำนักคล้องช้างเผือกแตกโรง มาจากกรุงศรีอยุธยากลับไปได้ ต่อมาได้ส่งส่วยของป่าและรับราชการกับราชสำนัก จนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์และยกบ้านที่ปกครองขึ้นเป็นเมืองต่อมาในปี พ.ศ. 2306 หลวงสุรินทร์ภักดีหรือเชียงปุม หัวหน้าหมู่บ้านเมืองที
ได้ขอให้เจ้าเมือง พิมายกราบบังคมทูลขอพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จากพระเจ้าอยู่หัว พระที่นั่งสุริยามรินทร์ย้ายหมู่บ้านจากบ้านเมืองที มาตั้งอยู่ที่บริเวณบ้านคูประทาย ซึ่งเป็นที่ตั้งเมืองสุรินทร์ในปัจจุบัน เนื่องจากเห็นว่าเป็นบริเวณที่มีชัยภูมิเหมาะสม มีกำแพงค่ายคูล้อมรอบ 2 ชั้น มีน้ำอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การประกอบอาชีพและอยู่อาศัยต่อมาหลวงสุรินทร์ภักดีได้กระทำความดีความชอบเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยามรินทร์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ยกบ้านคูประทายเป็นเมืองประทายสมันต์และเลื่อนบรรดาศักดิ์หลวงสุรินทร์ภักดีเป็นพระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวางให้เป็นเจ้าเมืองปกครอง ในปี พ.ศ. 2329 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อเมืองประทายสมันต์เป็นเมืองสุรินทร์ ตามสร้อยบรรดาศักดิ์เจ้าเมือง เมืองสุรินทร์มีเจ้าเมืองปกครองสืบเชื้อสายกันมารวม 11 คน จนถึงปี พ.ศ.2451 ได้มีการปรับปรุงระบบบริหารราชการแผ่นดิน  เป็นแบบเทศาภิบาลส่วนกลางจึงได้แต่งตั้งพระกรุงศรีบุรีรักษ์ (สุม สุมานนท์) มาดำรงตำแหน่งเป็นข้าหลวงประจำจังหวัดหรือผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นคนแรก ส่วนผู้ว่าราชการจังหวัดคนปัจจุบัน   คือ นายนิรันดร์ กัลยาณมิตร ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด คนที่ 52
ได้ขอให้เจ้าเมือง พิมายกราบบังคมทูลขอพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จากพระเจ้าอยู่หัว พระที่นั่งสุริยามรินทร์ย้ายหมู่บ้านจากบ้านเมืองที มาตั้งอยู่ที่บริเวณบ้านคูประทาย ซึ่งเป็นที่ตั้งเมืองสุรินทร์ในปัจจุบัน เนื่องจากเห็นว่าเป็นบริเวณที่มีชัยภูมิเหมาะสม มีกำแพงค่ายคูล้อมรอบ 2 ชั้น มีน้ำอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การประกอบอาชีพและอยู่อาศัยต่อมาหลวงสุรินทร์ภักดีได้กระทำความดีความชอบเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยามรินทร์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ยกบ้านคูประทายเป็นเมืองประทายสมันต์และเลื่อนบรรดาศักดิ์หลวงสุรินทร์ภักดีเป็นพระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวางให้เป็นเจ้าเมืองปกครอง ในปี พ.ศ. 2329 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อเมืองประทายสมันต์เป็นเมืองสุรินทร์ ตามสร้อยบรรดาศักดิ์เจ้าเมือง เมืองสุรินทร์มีเจ้าเมืองปกครองสืบเชื้อสายกันมารวม 11 คน จนถึงปี พ.ศ.2451 ได้มีการปรับปรุงระบบบริหารราชการแผ่นดิน  เป็นแบบเทศาภิบาลส่วนกลางจึงได้แต่งตั้งพระกรุงศรีบุรีรักษ์ (สุม สุมานนท์) มาดำรงตำแหน่งเป็นข้าหลวงประจำจังหวัดหรือผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นคนแรก ส่วนผู้ว่าราชการจังหวัดคนปัจจุบัน   คือ นายนิรันดร์ กัลยาณมิตร ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด คนที่ 52


ตราประจำจังหวัดสุรินทร์รูปพระอินทร์ทรงช้างชื่อของจังหวัด เป็นคำสนธิของคำสองคำ คือ สุระ กับ อินทรหมายถึง   พระอินทร์ผู้เก่งกล้าสามารถ
ตราจังหวัด กำหนดสัญญลักษณ์ประกอบด้วย พระอินทร์ ประทับขัดสมาธิบนหลังช้าง หัตถ์ขวาทรงตรี หัตถ์ซ้ายทรงพระแสงขอช้าง มีภาพปราสาทสลักปรักหักพังเป็นฉากเบื้องหลัง
ตราจังหวัด กำหนดสัญญลักษณ์ประกอบด้วย พระอินทร์ ประทับขัดสมาธิบนหลังช้าง หัตถ์ขวาทรงตรี หัตถ์ซ้ายทรงพระแสงขอช้าง มีภาพปราสาทสลักปรักหักพังเป็นฉากเบื้องหลัง


ธงประจำจังหวัดสุรินทร์

ดอกไม้ประจำจังหวัดชื่อดอกไม้ ดอกกันเกรา

วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและพันธุ์พืชห้วยทับทัน-ห้วยสำราญ อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ ประกอปด้วย


แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ อ.บัวเชด จ.สุรินทร์
ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นายพูลศักดิ์ ประณุทนรพาล ได้ให้เกียรติเป็นประธานเปิดในพิธีบวชต้นไม้เฉลิมพระเกียรติสนองพระราชเสาวณีย์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติต์พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ ๑๓ กุมพาพันธ์ ๒๕๕๑ โดยประกอปพิธีบวชต้นพยูงยักษ์(ขนาด ๓ คนโอบ) เพื่อเป็นการปลุกจิตสำนึกให้ประชาชน เยาวชน เห็นคุณค่าประโยชน์ของป่าไม้ มีความรู้สึกรักหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะทรัพยากรป่าไม้ และส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ-อารยธรรม ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและพันธุ์พืชห้วยทับทัน-ห้วยสำราญ อ.บัวเชด จ.สุรินทร์
 แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและพันธุ์พืชห้วยทับทัน-ห้วยสำราญ อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ ประกอปด้วย
 
น้ำตกไตรคีรี ธารน้ำน้ำตก ที่ไหลลงมาจากเทือกเขาพนมดองเร็ก ระยะทางยาวประมาณ ๘ ก.ม. มีจุดที่เป็นน้ำตก ๓ แห่ง เรียกรวมกันว่า “ น้ำตกไตรคีรี”
.

ตามรอยอารยธรรมขอม
การค้นพบหลักฐานครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์รอยพระพุทธบาทที่อาจจะเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยพบบริเวณเทือกเขาพนมดองเร็กบนเส้นทาง "ตามรอยอารยธรรมขอม" ได้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะผ่านสื่อนิตยสารวารสารเมืองโบราณ ปี 2549 ฉบับที่ 32.4.โดยการประสานของกลุ่ม"สุรินทร์สโมสร"
 
รอยพระพุทธบาทหินสลักศิลปะอันวิจิตรบนแผ่นหินขนาดใหญ่ ตั้งอยู่กลางป่าเทือกเขาเขาพนมดองเร็ก บริเวณวัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร บ้านจรัสตำบลจรัส อ.บัวเชด จ.สุรินทร์
 
รอยพระพุทธบาทอยู่ห่างจากศาลาวัดไปด้านตะวันออกเฉียงใต้ ประมาณ ๓๐๐ เมตรเป็นรอยพระพุทธบาทหินทรายที่มีขนาดใหญ่มาก ความยาวประมาณ ๓.๒ เมตรความกว้างด้านส้นพระบาทกว้างประมาณ ๐.๗ เมตร ด้านปลายพระบาท ๑.๕ เมตรองค์พระบาทถูกแกะสลักให้ลึกลงไป ๐.๒ เมตรเป็นรอยพระบาทข้างขวา

สภาพทางภูมิศาสตร์


สภาพทางภูมิศาสตร์ 
จังหวัดสุรินทร์ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเนื้อที่ประมาณ 8,124.056 ตารางกิโลเมตร (ประมาณ 5,077,535 ไร่) ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 450 กิโลเมตร
ทิศเหนือ        ติดต่อกับจังหวัดร้อยเอ็ด  และจังหวัดมหาสารคาม
ทิศตะวันออก  ติดต่อกับจังหวัดศรีสะเกษ
ทิศตะวันตก   ติดต่อกับจังหวัดบุรีรัมย์
      ทิศใต้            ติดต่อกับจังหวัดอุดรมีชัย ราชอาณาจักรกัมพูชา  ในพื้นที่ 4 อำเภอ คือ บัวเชด สังขะ กาบเชิง และพนมดงรัก ความยาวตลอดแนวชายแดนประมาณ 90 กิโลเมตร
ตำบลในเขตอำเภอเมืองสุรินทร์
01  ต.ในเมือง
ตำบลในเขตอำเภอเขวาสินรินทร์
01  ต.เขวาสินรินทร์
ตำบลในเขตอำเภอโนนนารายณ์
01  ต.หนองหลวง
ภูเขา
จังหวัดสุรินทร์ มีเทือกเขาพนมดงรักทอดยาวตามแนวเขตแดนไทย – กัมพูชา ทางด้านตอนใต้ของจังหวัด มีเขาสวายหรือพนมสวายในเขต ต.นาบัว อ.เมืองสุรินทร์ เป็นภูเขาไฟที่ดับแล้ว มียอดเตี้ย ๆ 3 ยอด  ยอดที่ 1 ชื่อยอดเขาชาย (พนมเปราะ) เป็นที่ตั้งของวัดพนมสวาย และเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสุรินทร มงคล ปางประทานพร ภปร. ยอดที่ 2 ชื่อยอดเขาหญิง (พนมซแร็ย) เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ขนาดกลาง ยอดที่ 3 ชื่อยอดเขาคอก (พนมกรอล) พุทธสมาคมจังหวัดสุรินทร์ ได้สร้างศาลาอัฏฐะมุข     เพื่อเป็นอนุสรณ์ฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี เป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง และสถูปบรรจุอัฐิพระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์  อตุโล)  เกจิอาจารย์ที่ชาวสุรินทร์เคารพนับถือ ปัจจุบันเขาสวายได้รับการประกาศเป็น วนอุทยานพนมสวาย
 แหล่งน้ำธรรมชาติ
จังหวัดสุรินทร์มีลำน้ำธรรมชาติที่สำคัญ 8 สาย คือ แม่น้ำมูล ลำน้ำชีน้อย ลำห้วยอารีย์ ลำห้วยพลับพลา ลำห้วยระวี ลำห้วยทับทัน ลำห้วยสำราญ และลำห้วยแก้ว เป็นลำน้ำที่ทำประโยชน์แก่จังหวัดนอกจากนั้นยังมีแหล่งน้ำอื่น ๆ ในเขตอำเภอต่าง ๆ รวมถึงแหล่งน้ำอื่นที่ไม่เอื้อประโยชน์มากนัก เนื่องจากในฤดูแล้งไม่มีน้ำอีกเป็นจำนวนมาก
ภาพที่ 2  แสดงสภาพลุ่มน้ำที่สำคัญของจังหวัดสุรินทร์
- อ่างเก็บน้ำของจังหวัดมีหลายแห่ง ที่สำคัญ ได้แก่
    1. อ่างเก็บน้ำห้วยเสนง  ตั้งอยู่ระหว่างบ้านเฉนียงกับบ้านโคกกะเพอ ต.เฉนียง อ.เมือง มีความจุ ที่ระดับเก็บกัก 20.022 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาณน้ำ ณ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2553 เท่ากับ 13.980 ล้านลูกบาศก์เมตร (69.82% ของระดับเก็บกัก) ส่งน้ำเพื่อการเกษตรพื้นที่ชลประทาน 45,500 ไร่ เป็นแหล่งน้ำสำคัญในการผลิตน้ำประปาของจังหวัด ปีละประมาณ 8.67 ล้านลูกบาศก์เมตร และเป็นที่ตั้งของอาคารที่ประทับ  เรือนรับรองเมื่อคราวพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
    2. อ่างเก็บน้ำอำปึล  ตั้งอยู่ที่บ้านอำปึล หมู่ที่ 9 ต.เทนมีย์ อ.เมือง มีความจุที่ระดับเก็บกัก 27.675 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาณน้ำ ณ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2553 เท่ากับ 12.220 ล้านลูกบาศก์เมตร (44.16% ของระดับเก็บกัก) เป็นแหล่งน้ำสำคัญเพื่อรองรับความต้องการน้ำของอ่างเก็บน้ำห้วยเสนง ส่งน้ำเพื่อการเกษตรพื้นที่ชลประทาน 3,680 ไร่ และรองรับการใช้น้ำในการอุตสาหกรรม ปีละประมาณ 540,000 ลูกบาศก์เมตร
ทรัพยากรธรรมชาติ 
จังหวัดสุรินทร์ มีป่าสงวนแห่งชาติทั้งหมด 29 ป่า มีพื้นที่ที่ได้รับการประกาศเป็นเขตป่า                  ตามกฎกระทรวง จำนวน 1,115,284 ไร่ (ร้อยละ 21.97 ของพื้นที่จังหวัด) มอบ สปก. จำนวน 967,056.61 ไร่  คงเหลือพื้นที่ป่าสงวนในปัจจุบัน จำนวน 148,227.39 ไร่ (ร้อยละ 13.29 ของพื้นที่ที่ได้รับการประกาศเป็นเขตป่าฯ) มีวนอุทยานจำนวน 2 แห่ง คือ วนอุทยานพนมสวาย อ.เมืองสุรินทร์ เนื้อที่ 1,975 ไร่ และวนอุทยานป่าสนหนองคู อ.สังขะ เนื้อที่ 625 ไร่ มีเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 1 แห่ง  คือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยทับทัน – ห้วยสำราญ อยู่ในพื้นที่อำเภอพนมดงรัก, กาบเชิง, สังขะ และ บัวเชด รวมเนื้อที่ 313,750 ไร่ (502 ตารางกิโลเมตร) (แหล่งข้อมูล สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสุรินทร์ ข้อมูล ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2553)
พื้นที่ป่าไม้ของจังหวัดสุรินทร์ ส่วนใหญ่อยู่ทางตอนใต้ของจังหวัดบริเวณเทือกเขาพนมดงรักในเขตอำเภอสังขะ บัวเชด กาบเชิง และ พนมดงรัก และยังมีป่าไม้กระจัดกระจายเป็นหย่อม ๆ ในเขตอำเภอปราสาท  เมืองสุรินทร์ ท่าตูม รัตนบุรี ลำดวน และ ศีขรภูมิ ต้นไม้ที่มีอยู่โดยทั่วไปในจังหวัดสุรินทร์ ได้แก่ ต้นเต็ง รัง ยาง ประดู่ พะยูง ตาด แดง กะบาก และอื่น ๆ รวมทั้งต้นมันปลา หรือต้นกันเกรา ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดสุรินทร์ จากการที่ป่าไม้ถูกทำลายมาก จึงมีการปลูกป่าทดแทน หรือปลูกไม้โตเร็วเพื่อการใช้สอย เช่น ต้นกระถินณรงค์ และต้นยูคาลิปตัส เกือบทุกอำเภอ นอกจากนั้นมีการปลูกต้นยางพาราที่อำเภอกาบเชิง พนมดงรัก และ ศรีณรงค์ บางอำเภอสามารถกรีดยางได้แล้ว  ส่วนทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ ที่มีอยู่ในจังหวัดสุรินทร์ ได้แก่ บ่อหินลูกรัง (อ.ท่าตูม  อ.สำโรงทาบ  อ.สังขะ) และทรายแม่น้ำมูลที่นำมาใช้ในการก่อสร้าง  (อ.ท่าตูม  อ.ชุมพลบุรี) 
เกษตรกรในจังหวัดสุรินทร์ส่วนใหญ่จะเลี้ยงโค กระบือ สุกร เป็ด ไก่ ส่วนสัตว์ชนิดอื่น ๆ เช่น แพะ  แกะ ไก่งวง ห่าน มีการเลี้ยงน้อยมาก การเลี้ยงสัตว์นั้นจะเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมเกือบทุกครัวเรือน โดยเลี้ยงสัตว์หลาย ๆ  ชนิดรวมกันในบริเวณบ้านหรือใต้ถุนบ้าน  เป็นการเลี้ยงแบบดั้งเดิมตามที่บรรพบุรุษเคยเลี้ยงมา     ไม่ค่อยมีการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ มากนัก  แต่ที่พิเศษกว่าจังหวัดอื่น  คือ  การเลี้ยงช้าง  ซึ่งเลี้ยงกันมาก        ที่หมู่บ้านช้าง (บ้านตากลาง)  อ.ท่าตูม
ส่วนสัตว์น้ำที่มีอยู่ในจังหวัดสุรินทร์  ส่วนมากเป็นปลาน้ำจืดที่มีอยู่ทั่วไปเหมือนกับจังหวัดอื่น ๆ  เช่น  ปลาดุก  ปลาช่อน  ปลาหมอ  รวมทั้งปลาน้ำจืดอื่น ๆ ที่สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดสุรินทร์  เพาะเลี้ยงและให้การสนับสนุน  ส่วนทรัพยากรแร่ธาตุต่าง ๆ นั้น  ยังไม่มีการพบแต่อย่างใด  คงมีเพียงหินสีต่าง ๆเท่านั้น



สถานที่ท่องเที่ยว จังหวัดสุรินทร์

ปราสาทจอมพร

ปราสาทจอมพระ ตั้งอยู่หมู่ 4 ตำบลจอมพระ ห่างจากตัวเมืองสุรินทร์ประมาณ 26 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 214 (สายสุรินทร์-ร้อยเอ็ด) เข้าตัวอำเภอจอมพระ มีทางแยกขวามือเข้าวัดป่าปราสาทจอมพระอีก 1 กิโลเมตรปราสาทจอมพระมีลักษณะของสิ่งก่อสร้างที่เรียกว่า อโรคยศาล มีโครงสร้างที่ยังสมบูรณ์อยู่มาก อาคารต่าง ๆ ก่อด้วยศิลาแลงและใช้หินทรายประกอบ หันหน้าไปทางทิศตะวันออกมีส่วนประกอบหลัก 4 ส่วน ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะแบบอโรคยศาลดังที่พบในที่อื่น คือ ปรางค์ประธานรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีมุขหน้า บรรณาลัยหรืออาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าตั้งอยู่ทางด้านหน้า มีกำแพงล้อมรอบพร้อมซุ้มประตูรูปกากบาทและสระน้ำนอกกำแพง โบราณวัตถุสำคัญที่พบได้แก่ เศียรพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 1 เศียร และรูปพระวัชรสัตว์ 1 องค์เช่นเดียวกัยที่พบที่อโรคยศาลในอำเภอพิมายและที่พระปรางค์วัดกู่แก้ว จังหวัดขอนแก่น โบราณวัตถุเหล่านี้เป็นรูปเคารพในพุทธศาสนา ลัทธิมหายาน มีลักษณะตรงกับศิลปะขอมแบบบายน (ราว พ.ศ. 1720-1780) ซึ่งเป็นแบบศิลปะที่เจริญอยู่ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรขอม 


   หมู่บ้านทอผ้าไหม เขวาสินรินทร์ 


หมู่บ้านทอผ้าไหม เขวาสินรินทร์   อยู่ตำบลเขวาสินรินทร์ กิ่งอำเภอเขาวสินรินทร์ เป็นหมู่ บ้านที่มีชื่อเสียง ในด้าน การทอผ้าไหมไทยพื้นเมือง และ การผลิตลูกประคำเงิน ลูกประคำทอง ที่เป็นเอกลักษณ์ ของหมู่บ้าน ซึ่งเรียกกันว่า ลูกประเกือม นำมาเป็นเครื่องประดับ ของสุภาพสตรี ที่สวยงาม ชนิดหนึ่ง นักท่องเที่ยว สามารถ เข้าเยี่ยมชม การทอผ้าไหม การสาวไหม และซื้อสินค้า พื้นเมือง ที่ผลิตขึ้นเอง ในราคาถูก  หมู่บ้านเขวาสินรินทร์ ตั้งอยู่ ทางทิศเหนือ ของอำเภอเมืองสุรินทร์ มีถนนลาดยาง รพช.เข้าถึงหมู่บ้าน ซึ่งแยก จากถนนสาย สุรินทร์-ร้อยเอ็ด (ทางหลวงหมายเลข 214) ประมาณกิโลเมตรที่ 14 แยกขวามือ เข้าทางลาดยาง อีกประมาณ 2 กิโลเมตร
            หมู่บ้านจักสานบุทม   อยู่ที่ตำบลเมืองที อำเภอเมือง การเดินทาง ใช้ทางหลวงหมายเลข 226 ห่างจาก ตัวเมือง ไปทางอำเภอศีรขรภูมิ ประมาณ 12 กิโลเมตร หมู่บ้านนี้ มีประมาณ 70 กว่าหลังคาเรือน ในช่วงนอกฤดูทำนา ชาวบ้านจะมีอาชีพพิเศษ ด้วยการสานตระกร้า และภาชนะ ต่าง ๆ ที่ทำจาก หวายเพื่อ เป็นการเพิ่มรายได้